ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเรา ครอบครัวราธรัฐ นนสุราช ที่นี่มีกิจกรรมมากมายที่รอคุณอยู่และประกาศสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง และผลประโยชน์มากมายที่ท่านจะได้รับจากข่าวสารของเรา
0

คำขวัญอำเภอ 
ดินแดนแห่งที่ราบหุบเขา แหล่งปลูกข้าวปลูกหวาย
หลากหลายวัฒนธรรม ชุมชนผู้นำเสรีไทย
ระบือไกลหมูกี้ ถิ่นผู้ดีเผ่ากะเลิง

ที่อยู่ที่ว่าการอำเภอ 8 หมู่ที่ 1 ถนนเจริญราษฎร์ ต.กุดบาก อ.กุดบาก จ.สกลนคร 
หมายเลขโทรศัพท์ 0-4278-4043 
หมายเลขโทรสาร 0-4278-4043 


เว็บไซต์อำเภอ - ข้อมูลทั่วไป 
      1.ประวัติความเป็นมา ไม่มีประวัติเขียนไว้เป็นหลักฐานแน่นอน แต่จากการบอกเล่าของคนท้องถิ่นทราบว่า เป็นภาษาท้องถิ่น " กุด" หมายถึงหนองน้ำ ส่วนคำว่า " บาก" หมายถึง ต้นไม้กะบาก ซึ่งคนท้องถิ่นเรียกว่าไม้บาก เมื่อรวมกันจึงหมายถึง หนองน้ำที่มีไม้กะบากขึ้นล้อมรอบ ต่อมาได้มีการตั้งชุมชนอยู่ริมหนองน้ำจึงเรียกชุมชนแห่งนี้ว่า " กุดบาก" เรื่อยมาถึงปัจจุบัน เดิมกุดบากเป็นตำบลหนึ่งในเขตปกครองของอำเภอเมืองสกลนคร ต่อมา พ.ศ.2507 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอกุดบาก จนถึง พ.ศ.2510 มีพระราชกฤษฏีกาประกาศยกฐานะเป็นอำเภอกุดบาก 
      2.เนื้อที่/พื้นที่ 455 ตร.กม. 
      3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป มี 3 ฤดู คือ ร้อน หนาว ฝน 
ข้อมูลการปกครอง 
     1.ตำบล.......3.... แห่ง 3.เทศบาล..1.....แห่ง 
     2.หมู่บ้าน....39.... แห่ง 4.อบต........3 ... แห่ง 
ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ 
     1.อาชีพหลัก ได้แก่ 1. เกษตรกรรม
     2. หัตถกรรม
     3. ปศุสัตว์ 
     2.อาชีพเสริม ได้แก่ 1. ทอผ้า
     2. แปรรูปอาหาร
     3. ขายของเบ็ดเตล็ด 
    
     3.จำนวนธนาคาร มี 2 แห่ง ได้แก่
1. ธนาคารไทยพาณิชย์ โทร. 0-4278-4121 (ปิกกิจการลงไปเมื่อ 2559)
2. ธนาคารออมสิน (ยังเปฺดให้บริการอยู่)
     4.ร้านสดวกซื้อ มี 2 แห่ง
 1. ร้าน 7 Eleven 
 2. ร้าน Lotus Express
ด้านสังคม 
     1.โรงเรียนมัธยม ได้แก่ 
1. โรงเรียนกุดบากพัฒนศึกษา โทร. 0-4278-4026
2. โรงเรียนร่มไทยวิทยา โทร. 0-4270-3160 

ด้านทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของอำเภอ 
1. ป่าไม้
2. ไม้ประดู่
3. ไม้มะค่าแดง
ด้านประชากร 
1.จำนวนประชากรทั้งสิ้น รวม 32,501 คน 
2.จำนวนประชากรชาย รวม 15,991 คน 
3.จำนวนประชากรหญิง รวม 15,970 คน 
4.ความหนาแน่นของประชากร 73.49 คน/ตร.กม. 
ด้านการคมนาคม 
1.ทางบก 
- รถยนต์ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2218
- สถานีขนส่ง หมายเลขโทรศัพท์ -
- สถานีรถไฟ หมายเลขโทรศัพท์ - 
2.ทางน้ำ 
- ท่าเรือขนส่งโดยสาร หมายเลขโทรศัพท์ -
- ท่าแพขนานยนต์ หมายเลขโทรศัพท์ - 
3.ทางอากาศ 
- ท่าอากาศยาน หมายเลขโทรศัพท์ - 
ด้านการเกษตร และอุตสาหกรรม 
1.ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ 1. ข้าวเหนียว
2. มันสำปะหลัง
3. ปอ 
2.ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญได้แก่
(แม่น้ำ/บึง/คลอง) ลำน้ำอูน
ลำห้วยอีด่อน 


http://www.amphoe.com/picture/55/map1158198359
วันที่ปรับปรุงข้อมูล : 31/08/2016
Share:

ประวัติสกลนคร
         สกลนคร นครแห่งการแสวงหา ได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธศาสน์ พระธาตุ 5 แห่ง แหล่งอารยธรรม 3,000 ปี ตามตำนานเล่าว่า เมื่อสมัย พุทธศตวรรษที่ 16 เมืองหนองหารหลวง ในอดีต หรือสกลนครในปัจจุบันนั้น สร้างขึ้น ในยุคที่ขอมมีอำนาจในดินแดนนี้ โดยขุนขอม ราชบุตรเจ้าเมืองอินทรปัฐนคร ผู้ซึ่งอพยพครอบครัว และบ่าวไพร่ชาว เขมรมาสร้างเมืองใหม่ที่ ริมหนองหารหลวง มีเจ้าปกครองเรื่อยมา จนถึงสมัยพระยาสุวรรณภิงคาระ เวลานั้นเกิดฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพง เจ้าผู้ครองนครจึงต้องพาราษฎรอพยพกลับเขมร หนองหารจึงกลายเป็น เมืองร้างอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาเมื่ออิทธิพลขอมเสื่อมลง เมืองหนองหารหลวงตกไปอยู่ ในความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง เรียกชื่อว่า "เมืองเชียงใหม่หนองหาร" ซึ่งแสดงว่า เมืองหนองหาร มีความสัมพันธ์กับเวียงจันทน์เสมอมา ก่อนที่ อิทธิพลรัตนโกสินทร์ จะเข้าไปถึง สกลนครเมื่อประมาณ พ.ศ. 2321-2322
ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ปรากฎเจ้าเมืองชื่อพระบรมราชา (มั่ง) เจ้าเมืองสกลนครในขณะนั้นไป เข้าข้างเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งเป็นกบฏ ยกเข้ามากวาดต้อน ผู้คนทางภาคอีสาน พระบรมราชา (มั่ง) เข้าข้างเจ้าอนุวงศ์ อพยพครอบครัวไปอยู่ มหาชัยก่องแก้ว เหลือแต่กรรมการเมือง ผู้น้อยทิ้งไว้เฝ้าเมือง ต่อมาเมื่อพ.ศ.2373 โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุนทราช วงศา (ปุต) เจ้าเมืองยโสธร ซึ่งทำความดีความชอบเมื่อครั้งปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์มารักษา เมืองสกลทวาปี
         ตำนานเมืองหนองหาร ครั้งหนึ่งยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อ นครเอกชะทีตา มีพระยาขอมเป็นกษัตริย์ ปกครองเมืองด้วยความร่มเย็น พระยาขอมมีพระธิดาสาวสวยนามว่า "นางไอ่คำ" ซึ่งเป็นที่รักและหวงแหนมาก จึงสร้างปราสาท 7 ชั้น ให้อยู่พร้อมเหล่าสนม นางกำนัล คอยดูแลอย่างดี
          ขณะเดียวกันยังมีเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อ เมืองผาโพง มีเจ้าชายนามว่า ท้าวผาแดง เป็นกษัตริย์ ปกครองอยู่ ได้ยิน กิตติศัพท์ความงามของธิดา ไอ่คำมาก่อนแล้ว ใคร่อยากจะเห็นหน้า จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าพเนจรถึงนครเอกชะทีตา และติดสินบนนางสนมกำนัล ให้นำของขวัญลอบ เข้าไป ให้นางไอ่คำ ด้วยผลกรรมที่ผูกพันมาแต่ชาติปางก่อน นางไอ่คำและท้าวผาแดงจึงได้มีใจ ปฏิพัทธ์ต่อกัน จนในที่สุดทั้งสองก็อภิรมย์สมรักกัน ก่อนท้าวผาแดงจะจากไป เพื่อจัดขบวนขันหมากมาสู่ขอนางไอ่คำ ทั้งสองได้คร่ำครวญต่อกัน ด้วยความอาลัยยิ่ง วันเวลาผ่านไปถึงเดือน 6 เป็นประเพณีแต่โบราณของเมืองเอกชะทีตา จะต้องมีการทำบุญบั้งไฟบูชาพญาแถนพระยาขอมจึงได้ประกาศบอกไปตามหัวเมืองต่างๆ ว่าบุญบั้งไฟปีนี้จะเป็นการหาผู้ที่จะมาเป็นลูกเขยอีกด้วย ขอให้เจ้าชายหัวเมืองต่างๆ จัดทำบั้งไฟ มาจุดแข่งขันกัน ผู้ใดชนะก็จะได้อภิเษก กับพระธิดาไอ่คำด้วย
ข่าวนี้ได้ร่ำลือไปทั่วสารทิศ ทุกเมืองในขอบเขตแว่นแคว้นต่างๆ ก็ส่งบั้งไฟเข้ามาแข่งขัน เช่น เมืองฟ้าแดดสูงยาง เมืองเชียงเหียน เชียงทอง แม้กระทั่งพญานาคใต้เมืองบาดาล ก็ได้ยินร่ำลือจนสิ้น จนท้าวพังคีเจ้าชายพญานาคเมือง บาดาลก็อดใจไม่ไหว ปลอมตัวเป็น กระรอกเผือก มาดูโฉมงามนางไอ่คำ ด้วยในวันงานบุญบั้งไฟ เมื่อถึงวัน แข่งขัน จุดบั้งไฟ ปรากฏว่า บั้งไฟท้าวผาแดงจุดไม่ขึ้นพ่นควันดำอยู่ 3 วัน 3 คืน จึงระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้ความหวังท้าวผาแดงหมดสิ้นลง
          ขณะเดียวกัน ท้าวพังคีพญานาคที่ปลอมเป็นกระรอกเผือก มีกระดิ่งผูกคอน่ารักมาไต่เต้น อยู่บนยอดไม้ข้าง ปราสาท นางไอ่คำ ก็ปรากฏร่าง ให้นางไอ่คำเห็น นางจึงคิดอยากได้มาเลี้ยง แต่แล้วก็จับไม่ได้ จึงบอกให้นายพรานยิงเอาตัวตายมา ในที่สุดกระรอกเผือกพังคี ก็ถูกยิง ด้วยลูกดอก จนตาย ก่อนตายท้าวพังคีได้อธิษฐานไว้ว่า "ขอให้เนื้อของข้าได้ แปดพันเกวียน คนทั้งเมืองอย่าได้กินหมดเกลี้ยง"
          จากนั้นร่างของกระรอกเผือกก็ใหญ่ขึ้น จนผู้คนแตกตื่นมาดูกันและจัดการแล่เนื้อนั้นแบ่งกัน ไปกินทั่วเมือง ด้วยว่าเป็นอาหารทิพย์ ยกเว้นแต่พวก แม่ม่ายที่ชาวเมืองรังเกียจ ไม่แบ่งเนื้อ กระรอกให้ พญานาคแห่งเมืองบาดาล ทราบข่าว ท้าวพังคีถูกมนุษย์ฆ่าตายแล่เนื้อไปกิน กัน ทั้งเมือง จึงโกรธแค้นยิ่งนัก ดึกสงัดของคืนนั้นเอง ขณะที่ชาวเมือง เอกชะทีตากำลังหลับไหล เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ท้องฟ้าอื้ออึงไปด้วย พายุฝน ฟ้ากระหน่ำลงมาอย่างหนักอยู่ มิได้ขาด แผ่นดินเริ่มถล่มตัวยุบตัวลงไปทีละน้อย ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่วิ่งหนีตาย เหล่าพญานาคผุด ขึ้นมา นับหมื่นนับแสนตัว ถล่มเมืองชะทีตาจมลบงใต้บาดาลทันที คงเหลือไว้เป็นดอน 3-4แห่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกแม่ม่าย ที่ไม่ได้กินเนื้อ กระรอกเผือกจึงรอดตาย
ฝ่ายท้าวผาแดงได้โอกาสรีบควบม้าหนีออกจากเมือง โดยไม่ลืมแวะรับพระธิดาไอ่คำไปด้วย แต่แม้จะเร่งฝีเท้าม้าเท่าใดก็หนีไม่พ้นทัพพญานาคที่ ทำให้แผ่นดินถล่มตามมาติดๆ ในที่สุดก็กลืนท้าวผาแดงและพระธิดาไอ่คำ พร้อมม้าแสนรู้ชื่อ "บักสาม" จมหายไปใต้พื้นดิน
           รุ่งเช้าภาพของเมืองเอกชะทีตาที่เคยรุ่งเรืองโอฬาร ก็อันตธานหายไปสิ้น คงเห็นแต่พื้นน้ำ กว้างยาว สุดตา ทุกชีวิตในเมืองเอกชะทีตาจมสู่ใต้บาดาล จนหมดสิ้นเหลือไว้แต่แม่ม่ายบนเกาะร้าง 3-4 แห่ง ในผืนน้ำอันกว้างนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนองหารหลวงดังปรากฏในปัจจุบัน
ประวัตเมืองหนองหารหลวง ประวัติเมืองหนองหารหลวงไม่มีหลักฐาน ปรากฏไว้เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากผู้เฒ่าผู้แก่ ของเมืองได้จดจำถ้อยคำของพระบรรเทา กรมการเมืองขุขันธ์คนเก่ากับเพี้ยศรีคอนชุม ซึ่งเป็นหัวหน้าข้าพระธาตุเชิงชุมว่า หลังจาก พระยาสุวรรณภิงคาระ สิ้นพระชนม์ลง เหล่าเสนา ข้าราชการผู้ใหญ่ชาวเขมร ก็ได้ผลัดเปลี่ยน กันเข้ามาปกครอง เป็นเจ้าเมือง หนองหารหลวง ต่อกันมาเรื่อยๆหลายยุคหลายสมัย
           ต่อมาได้เกิดทุกขภัยฝนแล้งมา 7 ปี ราษฎรไม่ได้ทำนา เกิดความอดอยากข้าปลาอาหารไม่มีจะกิน เจ้าเมืองอพยพ ราษฎรอยู่ที่เมืองหนองหาร หลวงไปอยู่ที่เมืองเขมรกันหมด ทิ้งให้เมืองหนองหารหลวงกลายเป็นเมืองร้าง
ต่อมาในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยครอบครัวมาตั้งรักษา พระธาตุเชิงชุม จนมีผู้คนมากขึ้นแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านธาตุเชิงชุมเป็นเมืองสกลทวาปี โดยตั้งให้ อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์เป็นพระธานี เจ้าเมืองสกลทวาปีคนแรก
            ต่อมาปี พ.ศ. 2369 สมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ เจ้าเมืองสกลทวาปีไม่ได้เตรียมกำลังป้องกันเมือง เจ้าพระยาบดินทร์ เดชานุชิต(สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพมาตรวจราชการเห็นว่าเจ้าเมืองกรมการไม่เอาใจใส่ต่อบ้านเมืองปล่อยให้ข้าศึก (ทัพเจ้าอนุวงศ์) ล่วงล้ำได้ โดยง่าย จึงสั่งให้นำตัวพระธานีไปประหารชีวิตที่หนองทรายขาว พร้อมกับกวาดต้อนผู้คนในเมืองสกลทวาปีไปอยู่ที่ กบินทร์บุรีบ้าง ประจันตคามบ้าง ให้คงเหลือรักษาพระธาตุเชิงชุม แต่พวกศรีคอนชุม ต.ธาตุเชิงชุม บ้านหนองเหียน บ้านจานเพ็ญ บ้านอ่อมแก้ว บ้านธาตุเจงเวง บ้านพราน บ้านนาคี บ้านวังยางและบ้านพรรณา รวม 10 ตำบล เพื่อให้เป็นข้าปฏิบัติพระธาตุเชิงชุมเท่านั้น
          ในสมัยต่อๆมาได้มีราชวงศ์คำแห่งเมืองมหาชัยกองแก้วทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้อพยพข้ามแม่น้ำ โขงเข้ามาขอพึ่ง พระบรมโพธิสมภาร ขอสร้างบ้าน แปงเมืองขึ้นใหม่ที่เมืองสกลทวาปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ ราชวงศ์คำเป็น พระยาประเทศธานี(คำ) ในตำแหน่งเจ้าเมืองสกลทวาปี และทรงเปลี่ยน นามเมืองใหม่เป็น สกลนคร ตั้งแต่บัดนั้นมา
       
Share:


เศรษฐกิจพอเพียง  
  “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต
แก่ พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรง
เน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
     เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับ
ครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะ
การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์
     ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี
พอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุก
ขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐนักทฤษฎีและ
นักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วย
ความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
     ประมวลและกลั่นกรองจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระราชทานในวโรกาสต่าง ๆ รวมทั้งพระราชดำรัสอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาขนโดยทั่วไป

Share:

         ครอบครัว หมายถึง การอยู่ร่วมกันของกลุ่มบุคคลที่เป็นสมาชิก ซึ่งมีความสัมพันธ์กันผูกพันกัน เช่น ความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือการรับเป็นบุตรบุญธรรม สมาชิกที่มีความสัมพันธ์กันและมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน เช่น เป็นบิดา เป็นมารดา เป็นสามีหรือภรรยา     หรือเป็นบุตร ฯลฯ ซึ่งสมาชิกเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทยได้ให้ความหมายของครอบครัวในเชิงสหวิทยาการ ดังนี้ (รุจา ภู่ไพบูลย์ , 2537 : 1-4)
1. ด้านชีววิทยา ครอบครัวหมายถึง กลุ่มคนที่มีความผูกพันทางสายโลหิต
2. ด้านเศรษฐศาสตร์ ครอบครัวหมายถึง กลุ่มบุคคลที่ใช้จ่ายเงินจากงบประมาณเดียวกัน แม้จะอาศัยอยู่ต่างสถานที่กัน
3. ด้านสังคมศาสตร์ ครอบครัวหมายถึง กลุ่มคนที่อยู่ร่วมเคหะสถานหรือบ้านเดียวกันมีปฏิสัมพันธ์ สนใจต่อทุกข์ซึ่งกันและกัน มีความผูกพันกัน มีความรักความปรารถนาดีต่อกัน โดยไม่จำเป็นต้องสืบสายโลหิตเดียวกัน
4. ทางกฎหมาย หรือนิติศาสตร์ ครอบครัวหมายถึง ครอบครัวที่ชายหญิงจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งครอบคลุมถึงบุตรและบุตรบุญธรรม กฎหมายยังได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของบิดา มารดา สามี ภรรยา และบุตรที่มีต่อกัน และกำหนดสิทธิในการรับมรดกตามกฎหมาย
 สรุปได้ว่าครอบครัวจะมีลักษณะ ดังนี้
        •ประกอบด้วยคนมากกว่า 1 คนขึ้นไป ที่มีความผูกพันกันสัมพันธ์กันทางสายโลหิต หรือกฎหมาย
        • ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆในสังคม
        • สมาชิกในครอบครัวจะมีบทบาทตามที่สังคมให้ความหมาย เช่น บิดา มารดา บุตร เป็นต้น

  ความสำคัญของครอบครัว

          ครอบครัวเป็นการรวมตัวของบุคคลที่มีความรัก ความผูกพันกัน มีปฏิสัมพันธ์กันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ครอบครัวเป็นสถาบันสังคมที่เล็กที่สุดแต่เป็นสถาบันที่มีความสำคัญที่สุด เพราะเป็นหน่วยสังคมแรกที่หล่อหลอมชีวิตของคนในครอบครัวให้การเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน ครอบครัวเป็นแหล่งผลิตคนเข้าสู่สังคม สังคมจะดีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับครอบครัว เพราะครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่ให้การอบรมสั่งสอน หล่อหลอมพฤติกรรม การกระทำ ความคิด ความรู้สึก เรียกโดยรวมว่า ช่วยหล่อหลอมบุคลิกภาพของมนุษย์ สร้างและพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ในสังคม
           สังคมไทยในอดีต สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวจะมีความใกล้ชิดสนิทสนมมีความผูกพัน มีสัมพันธภาพแน่นแฟ้น มีความเคารพนับถือ ให้ความช่วยเหลือ ดูแลกันอย่างทั่วถึง มีการติดต่อไปมาหาสู่หมู่ญาติพี่น้องสม่ำเสมอ ครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยาย (Extended Family) คือเป็นครอบครัวใหญ่ที่ประกอบไปด้วยญาติพี่น้องของสามีหรือภรรยา เช่น พี่ ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น อยู่ร่วมในครอบครัวด้วย
           ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงในสังคม ส่งผลให้สภาพครอบครัวไทยในอดีตเปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ครอบครัวปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family ) จะมีเฉพาะสามี ภรรยา บุตร และอาจมีผู้ช่วยทำงานบ้าน พ่อแม่ลูก ไม่ค่อยมีความใกล้ชิดกันมากนัก เพราะจะต้องออกไปหารายได้นอกบ้าน มาช่วยจุนเจือครอบครัว ลูกต้องจ้างคนอื่นเลี้ยง หรือให้ญาติดูแล หรือต้องฝากเข้าโรงเรียนก่อนวัยเรียน การไปมาหาสู่กับญาติพี่น้องน้อยลง
           ความผูกพัน ความเอาใจใส่ซึ่งกันและภายในครอบครัวลดลง สิ่งแวดล้อมภายนอก คือ กลุ่มเพื่อนมีความสำคัญมากกว่าครอบครัว” ถ้าได้ไปเข้ากลุ่มกับเพื่อนที่ไม่ดีเป็นคนเลวร้าย ปัญหาอื่นๆ อาจตามมา เช่น ติดการพนัน ยาเสพติด
ซ่องโจร สำส่อนทางเพศ ก่ออาชญากรรม เป็นต้น
Share:
0

What is the meaning of "home"  ?

     What is the meaning of "home"  ?   บ้านหมายถึงตัววัตถุ อสังหาริมทรัพย์อันตั้งอยู่บนพื้นดิน  ที่ทุกคนไฝ่ฝันหาที่จะได้มันมาอย่างน้อย ก็สักหนึ่งครั้งในชีวิตหนึ่ง   อาจมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งตามแต่รสนิยมของแต่ละคน  หรือ ....บ้านคือพื้นที่ของการใช้ชีวิตร่วมกันของสิ่งอันเกี่ยวข้อง  อาจจะเป็น พ่อ แม่  ลูก  หลาน  สมมี ภรรยา  สัตว์เลี้ยง  ต้นไม้  นก แมลง  กบเขียด  แสงแดด  สายลม  ฯลฯ
บ้านมันมีชีวิตของมันเอง  อันขึ้นอยู่กับชีวิตทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกันอยู่ในบ้านหลังนั้น   บ้านที่ไม่มีคนอยู่เลยเราเรียกกันว่า "บ้านร้าง"  ซึ่งนั่นคือบ้านที่ดูเหมือนบ้านที่ไม่มีชีวิตชีวา    
      พื้นที่ชีวิตสำหรับบ้านแต่ละหลัง  ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนั้นๆ    บ้างคนใช้บ้านเพียงแค่เอาไว้นอน  เช้าก็ออกจากบ้านไป   กลับเข้าบ้านมาก็มืดค่ำทุกวัน    กลับมาถึงบ้านก็อาบน้ำนอน  เช้าก็แต่งตัวไปทำงานอีก   พอตกค่ำก็กลับมานอน  อย่างเดียว  พื้นที่ชีวิตของคนชนิดนี้ก็คงน้อยกว่าคนที่ชอบทำกับข้าวกินที่บ้าน   หรือคนที่ชอบกลับบ้านมาปลูกต้นไม้ตอนเย็นๆหรือตอนวันหยุด      คนที่มักจะพาสุนัขออกไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้านทุกเช้าทุกเย็น   หรือคนที่เล่นกับลูกหลานที่สวนหลังบ้านทุกวัน     
      บ้านสำหรับความเห็นส่วนตัว(เฉพาะ)ของผมจึงมีความหมายถึงที่ที่เรามีพึ้รที่ชีวิตส่วนตัวตามบุคคลิกความชอบของแต่ละคน   แต่ละครอบครัว    โดยอาศัยแค่ตัวบ้านและองค์ประกอบต่างๆของบ้านเป็นเพียงแค่อุปกรณ์อำนวยความสะดวก หรือ EXCUTIONให้เราได้เกาะเกี่ยวไปเท่านั้น     ไม่ใช่สาระสำคัญที่สุดของชีวิตและความสัมพันธ์ของคนในบ้าน    เพราะแม้เฟอร์นิเจอร์จะถูกขนออกไป    ผ้าปูที่นอนจะเก่าจนขาด    ครัวจะเลอะเทอะลงไปบ้าง   แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับชีวิตที่อาศัยอยู่ยังมีความสุข  ความสัมพันธ์ยังงดงาม
ทุกชีวิตในบ้านเข้าใจกัน   และร่วมรับรู้หนาวร้อนทุกข์สุขของกันและกัน
       สำหรับผม...บ้านที่งดงามไม่จำเป็นต้องราคา สามสิบล้าน  ต้องเป็นคฤหาสน์หรูสิบห้องนอน หกห้องน้ำ  บนเน้ือที่ห้าไร่    แต่บ้านที่งดงามคือบ้านที่เจ้าของได้ใช้พื้นที่ชีวิตในบ้านได้เต็มศักยภาพของมัน    คือที่เดียวที่ปลอดภัยที่สุดในโลกใบนี้ยามเมื่อภัยมาและหัวใจกำลังอาจเต็มไปด้วยความทุกข์     คือที่ที่เราจะนึกถึงเป็นที่แรกไม่ว่าเรากำลังมีความสุขที่สุดหรือกำลังทุกข์แทบหัวใจแหลกสลาย   คือเบาะที่จะรองรับเราได้เสมอไม่ว่าเราจะต้องถูกมนุาย์คนไหนในโลกใบนี้ถีบเราตกลงมาจากที่สูงไม่ว่ามากน้อยแค่ไหน    และคือที่หลบภัยกลับมาเลียแผลเมื่อออกไปโดนสัตว์ร้ายชบกัดมาจากโลกภายนอก
       ถ้าเราสามารถทำให้บ้านของเราทำหน้าที่ของมันได้เต็มกำลัง   ไม่ว่าบ้านหลังนั้น  จะเล็กเท่ารูหนู   หรือจะใหญ่โตมโหฬารดังวัง บ้านก็จะมีความหมายเท่าเทียมกันโดยไม่ต้องเอาขนาดหรือวัตถุมาวัดค่าใดๆทั้งสิ้น   เราควรกลับมาเห็นค่าความสำคัญของคำว่าบ้านกันได้หรือยัง
Share:

Live channel ARt Karaoke

ชื่อ/หัวข้อถ่ายทอดสด

กรุณารอสักครู่ (ถ้ามีรายการถ่ายทอดสดเดียวแจ้งเข้าที่เพจ)
ทางด้านผู้พัฒนาเว็บไซต์กำลังออกดำเนินกิจกรรมต่อ
* ขอภัยในหน้านี้ ปิดบริการ
* เตรียมพบกับรายการนี้เร็วๆ นี้

Recent Activities

* ทางด้านครอบครัวราธะรัฐ ได้เปิดทำการทำเพจเพื่อที่จะเก็บภาพ มีชื่อเพจว่า Rockchat N. สามารถติดตามชมได้ที่ช่อง Youtube และ Page

New List

* ทางเราจะจัดทำโปรเจค Sonar+Extrem เพื่อที่จะแจกทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งทางเราจะแจกพาทต่างๆ ไว้ใต้คลิป

*ทางเรายินดีจะแจกโปรแกรมต่างในเว็บเรา ใครอยากได้รอเข้าร่วมกิจจะกรรมได้เลย

Advertising

ขณะนี้กำลังพัฒนาเว็บไซต์(รับทำโฆษณาและประกาศข่าวสาร)

Download

* รูปภาพครอบครัว คลิก
* รูปภาพวันแม่ คลิก